วิเคราะห์บอล พรีเมียร์ลีก


วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2026สนามกีฬาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
สถิติพบกันทั้งหมด 67
30ชนะ
45%
17เสมอ
25%
20ชนะ
30%
ผลงาน 5 นัดหลัง ของทั้ง 2 ทีม

W
W
L
D
W
W
04/27/26 (เหย้า, พรีเมียร์ลีก)ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1
W
04/18/26 (เยือน, พรีเมียร์ลีก)ชนะ เชลซี 0-1
L
04/13/26 (เหย้า, พรีเมียร์ลีก)แพ้ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-2
D
03/20/26 (เยือน, พรีเมียร์ลีก)เสมอ บอร์นมัธ 2-2
W
03/15/26 (เหย้า, พรีเมียร์ลีก)ชนะ แอสตัน วิลล่า 3-1

W
W
L
W
L
W
04/25/26 (เหย้า, พรีเมียร์ลีก)ชนะ คริสตัล พาเลซ 3-1
W
04/19/26 (เยือน, พรีเมียร์ลีก)ชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-2
L
04/14/26 (เหย้า, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก)แพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0-2
W
04/11/26 (เหย้า, พรีเมียร์ลีก)ชนะ ฟูแล่ม 2-0
L
04/08/26 (เยือน, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก)แพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-0
อัตราผลตอบแทนการ เดิมพัน
กำลังโหลด...
เปรียบเทียบจุดเด่น


54ความแข็งแกร่ง66
2ยิงประตู2
16โอกาสยิงต่อเกม16
1ใบเหลือง1
0ใบแดง0
53.3%ครองบอล60.4%
82.9%ส่งบอลสำเร็จ85.9%
49.0%ชนะลูกกลางอากาศต่อเกม55.0%
7เรตติ้งเฉลี่ย7
เปรียบเทียบทีม


54ความแข็งแกร่ง66
71วิ่งไล่บอล73
81ยิงประตู76
85เกมบุก73
69ครองบอล88
98สวนกลับ95
69เกมรับ70
สถิติการบุก


สถิติการครองบอล
แดนหน้าแดนกลางแดนหลัง
สถานการณ์ของทีม และสภาพทีมโดยทั่วไป
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
เจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ “ปีศาจแดง” รั้ง อันดับที่ 3 ของ พรีเมียร์ลีก หลังลงเล่น 34 นัด ชนะ 17 เสมอ 10 แพ้ 7 ยิงได้ 60 เสีย 46 มี 61 คะแนน ภายใต้การนำของ ไมเคิล คาร์ริค ฟอร์ม 5 นัดหลังสุดอยู่ในเกณฑ์ดี ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 โดยสองเกมล่าสุดเก็บชัยเหนือ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 และบุกชนะ เชลซี 1-0 จุดเด่นคือเกมรุกมีมิติจากแดนกลางและริมเส้น แต่การเสียไปแล้ว 46 ประตูยังเป็นจุดที่ต้องระวังเมื่อเจอ ลิเวอร์พูล ซึ่งเปลี่ยนเกมรุกได้เร็ว เกมนี้มีผลโดยตรงต่อการยึดพื้นที่ท็อปโฟร์ และยังเป็นศึกแดงเดือดที่แรงกดดันสูงเสมอ
การจัดทีม 4-2-3-1 คาดว่า คาร์ริค จะใช้ กาเซมิโร่ จับคู่ ค็อบบี้ ไมนู เป็นฐานแดนกลาง เพื่อช่วยตัดเกมและคุมจังหวะก่อนจ่ายให้แนวรุก บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือจุดศูนย์กลางของเกมรุก เพราะรับผิดชอบทั้งการจ่ายบอลพื้นที่สุดท้าย ลูกนิ่ง และการเร่งสปีดเกมสวนกลับ ส่วน เบนยามิน เชชโก้ จะเป็นเป้าหมายหลักในกรอบเขตโทษ โดยมี ไบรอัน เอ็มเบอโม่ กับ อาหมัด ดิยัลโล่ คอยดึงแนวรับหงส์แดงให้เสียตำแหน่ง
สถานะนักเตะ: ก่อนเกมนี้ยังไม่มีรายงาน นักเตะบาดเจ็บหรือพักโทษ ที่กระทบโดยตรงต่อ 11 ตัวจริงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ คาร์ริค สามารถจัดชุดหลักได้ต่อเนื่อง แผนจึงน่าจะเน้นความสมดุลของคู่กลางและการโจมตีด้านข้างเป็นหลัก หากต้องปรับเกมระหว่างทาง ปีศาจแดงยังมีทางเลือกจากม้านั่งสำรองเพื่อเพิ่มความสดในแดนกลางหรือริมเส้น
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-2-3-1): เซนเน่อ ลัมเมนส์, นุสแซร์ มาซราวี, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, เอเด้น เฮฟเว่น, ดีโอโก้ ดาโลต์, กาเซมิโร่, ค็อบบี้ ไมนู, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, อาหมัด ดิยัลโล่, เบนยามิน เชชโก้
ลิเวอร์พูล
ทีมเยือน ลิเวอร์พูล หรือ “หงส์แดง” อยู่ อันดับที่ 4 ของ พรีเมียร์ลีก ลงเล่น 34 นัด ชนะ 17 เสมอ 7 แพ้ 10 ยิงได้ 57 เสีย 44 มี 58 คะแนน ภายใต้การทำทีมของ อาร์เน สลอต ฟอร์ม 5 นัดหลังสุดชนะ 3 แพ้ 2 โดยผลงานในลีกกำลังดีจากชัยชนะเหนือ คริสตัล พาเลซ 3-1 และบุกชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-1 อย่างไรก็ตาม สองเกมที่แพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0-2 ทั้งเหย้าและเยือนสะท้อนว่าทีมยังมีปัญหาเมื่อถูกบีบพื้นที่กลางสนามหนักๆ เกมนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหงส์แดงในการบุกเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และไล่จี้แต้มเจ้าถิ่นโดยตรง
การจัดทีม 4-2-3-1 ลิเวอร์พูล น่าจะให้ ไรอัน กราเฟนแบร์ก กับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ คุมแดนกลาง เพื่อเชื่อมเกมและป้องกันจังหวะสวนกลับ โฟลเรียน เวียร์ทซ์ เป็นตัวรุกที่ต้องจับตา เพราะมีคุณภาพในการเล่นระหว่างไลน์และแทงทะลุช่องให้แนวหน้า ขณะที่ โดมินิค โซโบสไล ช่วยเพิ่มแรงกดดันจากแถวสอง และ โคดี้ กัคโป มีบทบาทสำคัญทั้งการพักบอลและหาช่องจบสกอร์
สถานะนักเตะ: ลิเวอร์พูล ไม่มีรายงาน นักเตะบาดเจ็บหรือพักโทษ ที่เป็นปัญหาใหญ่ก่อนเกมนี้ ทำให้ อาร์เน สลอต มีโอกาสเลือกตัวหลักตามแผนได้ครบ โครงสร้างเกมรับจะยังฝากไว้กับ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ในการรับมือบอลยาวและลูกครอสของเจ้าบ้าน ส่วนม้านั่งสำรองยังเป็นตัวเลือกสำคัญหากต้องเร่งเกมในช่วงท้าย
ลิเวอร์พูล (4-2-3-1): อลีสซง เบ็คเกอร์, เคอร์ติส โจนส์, อิบราฮิม่า โกนาเต้, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, ไรอัน กราเฟนแบร์ก, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, เจเรมี่ ฟริมปง, โดมินิค โซโบสไล, โฟลเรียน เวียร์ทซ์, โคดี้ กัคโป
สถิติการพบกันของทั้ง 2 ทีม
- ทั้งสองทีมพบกันมาแล้ว 67 นัด โดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 30 นัด เสมอ 17 นัด และ ลิเวอร์พูล ชนะ 20 นัด
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีจำนวนชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล มากกว่า 10 นัดจากสถิติการพบกันทั้งหมดที่ระบุ
- ผลเสมอเกิดขึ้น 17 จาก 67 นัด สะท้อนว่าเกมแดงเดือดมักตัดสินกันด้วยรายละเอียดเล็กๆ ในจังหวะสำคัญ
- มีผลแพ้ชนะรวมกัน 50 จาก 67 นัด ทำให้คู่นี้มีแนวโน้มเล่นเพื่อสามแต้มมากกว่าการประคองผล
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงได้ 60 ประตูจาก 34 นัดในลีกฤดูกาลนี้ ส่วน ลิเวอร์พูล ยิงได้ 57 ประตู ทำให้คุณภาพเกมรุกของทั้งสองทีมใกล้เคียงกัน
ทรรศนะ:
วิเคราะห์บอล เกมนี้ ปีศาจแดงได้เปรียบชัดเจนจากการเล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และฟอร์มลีกที่ชนะมา 2 นัดติด โครงสร้าง 4-2-3-1 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหมาะกับการบีบแดนกลางแล้วปล่อย บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดเกมเร็วไปยังพื้นที่ริมเส้น เมื่อไม่มีปัญหาตัวหลักหายไป แผนของ คาร์ริค จึงน่าจะเดินหน้าได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเจาะพื้นที่หลังฟูลแบ็กของ ลิเวอร์พูล
ฝั่งหงส์แดงมีคุณภาพเกมรุกสูง และชุดตัวจริงที่คาดการณ์มีทั้ง เวียร์ทซ์, โซโบสไล และ กัคโป ซึ่งสร้างโอกาสได้หลากหลาย แต่จุดเสี่ยงคือเกมเยือนกับพื้นที่หลังแนวรับเมื่อฟูลแบ็กเติมสูง ลิเวอร์พูล ต้องคุมจังหวะเสียบอลในแดนกลางให้ดี เพราะเจ้าบ้านมีตัวสวนกลับที่เล่นงานได้ทันที เมื่อเทียบกับราคาแฮนดิแคป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อ -0.25 ยังเป็นมุมที่น่าเชียร์มากกว่าในเชิง ทีเด็ดบอล
***
ทีเด็ดบอล : ต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด -0.25 (-0.93)
ฟันธง : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ลิเวอร์พูล (ต่ำ 3.5)
อัตราความมั่นใจ : ★★★★★★★☆☆☆ (7/10)
***
ดูบอลฟรี สำหรับแฟนบอลที่ติดตาม พรีเมียร์ลีก และสายเดิมพัน ควรเช็กไลน์อัปจริงก่อนเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล เพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกับราคาและทรงบอลล่าสุดอย่างรอบคอบ
เจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ “ปีศาจแดง” รั้ง อันดับที่ 3 ของ พรีเมียร์ลีก หลังลงเล่น 34 นัด ชนะ 17 เสมอ 10 แพ้ 7 ยิงได้ 60 เสีย 46 มี 61 คะแนน ภายใต้การนำของ ไมเคิล คาร์ริค ฟอร์ม 5 นัดหลังสุดอยู่ในเกณฑ์ดี ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 โดยสองเกมล่าสุดเก็บชัยเหนือ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 และบุกชนะ เชลซี 1-0 จุดเด่นคือเกมรุกมีมิติจากแดนกลางและริมเส้น แต่การเสียไปแล้ว 46 ประตูยังเป็นจุดที่ต้องระวังเมื่อเจอ ลิเวอร์พูล ซึ่งเปลี่ยนเกมรุกได้เร็ว เกมนี้มีผลโดยตรงต่อการยึดพื้นที่ท็อปโฟร์ และยังเป็นศึกแดงเดือดที่แรงกดดันสูงเสมอ
การจัดทีม 4-2-3-1 คาดว่า คาร์ริค จะใช้ กาเซมิโร่ จับคู่ ค็อบบี้ ไมนู เป็นฐานแดนกลาง เพื่อช่วยตัดเกมและคุมจังหวะก่อนจ่ายให้แนวรุก บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือจุดศูนย์กลางของเกมรุก เพราะรับผิดชอบทั้งการจ่ายบอลพื้นที่สุดท้าย ลูกนิ่ง และการเร่งสปีดเกมสวนกลับ ส่วน เบนยามิน เชชโก้ จะเป็นเป้าหมายหลักในกรอบเขตโทษ โดยมี ไบรอัน เอ็มเบอโม่ กับ อาหมัด ดิยัลโล่ คอยดึงแนวรับหงส์แดงให้เสียตำแหน่ง
สถานะนักเตะ: ก่อนเกมนี้ยังไม่มีรายงาน นักเตะบาดเจ็บหรือพักโทษ ที่กระทบโดยตรงต่อ 11 ตัวจริงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้ คาร์ริค สามารถจัดชุดหลักได้ต่อเนื่อง แผนจึงน่าจะเน้นความสมดุลของคู่กลางและการโจมตีด้านข้างเป็นหลัก หากต้องปรับเกมระหว่างทาง ปีศาจแดงยังมีทางเลือกจากม้านั่งสำรองเพื่อเพิ่มความสดในแดนกลางหรือริมเส้น
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-2-3-1): เซนเน่อ ลัมเมนส์, นุสแซร์ มาซราวี, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, เอเด้น เฮฟเว่น, ดีโอโก้ ดาโลต์, กาเซมิโร่, ค็อบบี้ ไมนู, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, อาหมัด ดิยัลโล่, เบนยามิน เชชโก้
ลิเวอร์พูล
ทีมเยือน ลิเวอร์พูล หรือ “หงส์แดง” อยู่ อันดับที่ 4 ของ พรีเมียร์ลีก ลงเล่น 34 นัด ชนะ 17 เสมอ 7 แพ้ 10 ยิงได้ 57 เสีย 44 มี 58 คะแนน ภายใต้การทำทีมของ อาร์เน สลอต ฟอร์ม 5 นัดหลังสุดชนะ 3 แพ้ 2 โดยผลงานในลีกกำลังดีจากชัยชนะเหนือ คริสตัล พาเลซ 3-1 และบุกชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-1 อย่างไรก็ตาม สองเกมที่แพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0-2 ทั้งเหย้าและเยือนสะท้อนว่าทีมยังมีปัญหาเมื่อถูกบีบพื้นที่กลางสนามหนักๆ เกมนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหงส์แดงในการบุกเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และไล่จี้แต้มเจ้าถิ่นโดยตรง
การจัดทีม 4-2-3-1 ลิเวอร์พูล น่าจะให้ ไรอัน กราเฟนแบร์ก กับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ คุมแดนกลาง เพื่อเชื่อมเกมและป้องกันจังหวะสวนกลับ โฟลเรียน เวียร์ทซ์ เป็นตัวรุกที่ต้องจับตา เพราะมีคุณภาพในการเล่นระหว่างไลน์และแทงทะลุช่องให้แนวหน้า ขณะที่ โดมินิค โซโบสไล ช่วยเพิ่มแรงกดดันจากแถวสอง และ โคดี้ กัคโป มีบทบาทสำคัญทั้งการพักบอลและหาช่องจบสกอร์
สถานะนักเตะ: ลิเวอร์พูล ไม่มีรายงาน นักเตะบาดเจ็บหรือพักโทษ ที่เป็นปัญหาใหญ่ก่อนเกมนี้ ทำให้ อาร์เน สลอต มีโอกาสเลือกตัวหลักตามแผนได้ครบ โครงสร้างเกมรับจะยังฝากไว้กับ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ในการรับมือบอลยาวและลูกครอสของเจ้าบ้าน ส่วนม้านั่งสำรองยังเป็นตัวเลือกสำคัญหากต้องเร่งเกมในช่วงท้าย
ลิเวอร์พูล (4-2-3-1): อลีสซง เบ็คเกอร์, เคอร์ติส โจนส์, อิบราฮิม่า โกนาเต้, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, ไรอัน กราเฟนแบร์ก, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, เจเรมี่ ฟริมปง, โดมินิค โซโบสไล, โฟลเรียน เวียร์ทซ์, โคดี้ กัคโป
สถิติการพบกันของทั้ง 2 ทีม
- ทั้งสองทีมพบกันมาแล้ว 67 นัด โดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 30 นัด เสมอ 17 นัด และ ลิเวอร์พูล ชนะ 20 นัด
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีจำนวนชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล มากกว่า 10 นัดจากสถิติการพบกันทั้งหมดที่ระบุ
- ผลเสมอเกิดขึ้น 17 จาก 67 นัด สะท้อนว่าเกมแดงเดือดมักตัดสินกันด้วยรายละเอียดเล็กๆ ในจังหวะสำคัญ
- มีผลแพ้ชนะรวมกัน 50 จาก 67 นัด ทำให้คู่นี้มีแนวโน้มเล่นเพื่อสามแต้มมากกว่าการประคองผล
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงได้ 60 ประตูจาก 34 นัดในลีกฤดูกาลนี้ ส่วน ลิเวอร์พูล ยิงได้ 57 ประตู ทำให้คุณภาพเกมรุกของทั้งสองทีมใกล้เคียงกัน
ทรรศนะ:
วิเคราะห์บอล เกมนี้ ปีศาจแดงได้เปรียบชัดเจนจากการเล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และฟอร์มลีกที่ชนะมา 2 นัดติด โครงสร้าง 4-2-3-1 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหมาะกับการบีบแดนกลางแล้วปล่อย บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดเกมเร็วไปยังพื้นที่ริมเส้น เมื่อไม่มีปัญหาตัวหลักหายไป แผนของ คาร์ริค จึงน่าจะเดินหน้าได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเจาะพื้นที่หลังฟูลแบ็กของ ลิเวอร์พูล
ฝั่งหงส์แดงมีคุณภาพเกมรุกสูง และชุดตัวจริงที่คาดการณ์มีทั้ง เวียร์ทซ์, โซโบสไล และ กัคโป ซึ่งสร้างโอกาสได้หลากหลาย แต่จุดเสี่ยงคือเกมเยือนกับพื้นที่หลังแนวรับเมื่อฟูลแบ็กเติมสูง ลิเวอร์พูล ต้องคุมจังหวะเสียบอลในแดนกลางให้ดี เพราะเจ้าบ้านมีตัวสวนกลับที่เล่นงานได้ทันที เมื่อเทียบกับราคาแฮนดิแคป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อ -0.25 ยังเป็นมุมที่น่าเชียร์มากกว่าในเชิง ทีเด็ดบอล
***
ทีเด็ดบอล : ต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด -0.25 (-0.93)
ฟันธง : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ลิเวอร์พูล (ต่ำ 3.5)
อัตราความมั่นใจ : ★★★★★★★☆☆☆ (7/10)
***
ดูบอลฟรี สำหรับแฟนบอลที่ติดตาม พรีเมียร์ลีก และสายเดิมพัน ควรเช็กไลน์อัปจริงก่อนเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล เพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกับราคาและทรงบอลล่าสุดอย่างรอบคอบ
คุณเชียร์ฝั่งไหน












